เซลลูไลท์

ไขมันส่วนเกิน (Cellulite)

 

         ไขมันส่วนเกินหรือที่เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเซลลูไลท์ (Cellulite) เป็นไขมันที่ไขมันสะสมเป็นก้อนผสมอยู่กับของเสียและน้ำปะปนอยู่ในถุงนั้น รวมตัวกันบริเวณระหว่างผิวหนัง และกล้ามเนื้อ สะสมรวมตัวกันดันผิวหนังขึ้นมาทำให้เห็นผิวเป็นลักษณะขรุขระ เป็นตะปุ่มตะป่ำ คล้ายกับผิวเปลือกส้มหรือผิวมะกรูด มักพบได้บ่อยบริเวณต้นขา สะโพก ต้นแขน และหน้าท้อง ซึ่งในแต่ละก้อนไขมันจะมีเปลือกเหนียว ๆ ห่อหุ้มอยู่ เมื่อมองจากภายนอกจึงเห็นเป็นลอนของไขมัน

 

ไขมันส่วนเกินกับไขมันธรรมดาต่างอย่างไร     

            ไขมันทั้งสองชนิดแตกต่างกันที่โครงสร้างเนื้อเยื่อ และระบบเผาผลาญร่างกายที่ผิดปกติ ความไม่สมดุลของระบบฮอร์โมนจะกระตุ้นร่างกายให้สะสมไขมัน ระบบการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองจะเสียไป ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษและของเสีย ซึ่งจะส่งผลต่อคอลลาเจนและอิลาสตินในโครงสร้างของผิว ทำให้ผิวหย่อนคล้อย เสียความยืดหยุ่น ไขมันจึงถูกดันออกสู่ชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวเป็นลอน ขรุขระ ไม่เรียบเนียน คล้ายเปลือกส้ม

 

ประเภทของไขมันส่วนเกิน (Cellulite)

  1. Soft cellulite

         เซลลูไลท์ชนิดนี้มีลักษณะเป็นก้อนไขมันขนาดเล็ก ผิวจะมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม เป็นคลื่นขนาดเล็ก มักเกิดในบริเวณบั้นท้าย หน้าท้อง สะโพก และต้นแขน พบได้ทั่วไปในผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่อ้วนขึ้น และไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย

  1. Flaccid cellulite

         เซลลูไลท์ชนิดนี้จะเป็นก้อนไขมันนุ่ม ๆ มีความหย่อนคล้อย อ่อนเหลว บีบจับได้ง่าย มักพบในบริเวณท้องแขน คาง รอบเอว และหน้าท้อง โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป และไม่ชอบออกกำลังกาย

  1. Hard cellulite

         เซลลูไลท์ชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นก้อนแข็งเล็ก ๆ หลาย ๆ ก้อน จะพบในบริเวณสะโพกและบั้นท้าย พบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 20 – 40 ปี พบได้แม้แต่คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

  1. Edematous cellulite

         เซลลูไลท์ชนิดนี้จะมีลักษณะบวมน้ำ กดแล้วบุ๋ม พบได้มากในบริเวณต้นขา สะโพก เซลลูไลท์ชนิดนี้เกิดจากการไหลเวียนของโลหิตที่ไม่ดี มีการคั่งค้างของน้ำเหลือง ทำให้มองเห็นผิวบริเวณนั้น เป็นเส้นเลือดบวม ส่วนใหญ่พบในผู้หญิงวัย 20 – 30 ปี

  1. Mixed cellulite

         เซลลูไลท์ชนิดนี้เป็นการรวมตัวของเซลลูไลท์ทุกชนิดเข้าไว้ในร่างกาย

 

วิธีสังเกตว่าตัวเองมีไขมันส่วนเกินหรือไม่

  • ผิวหนังไม่เต่งตึง
  • เมื่อสัมผัสผิวแล้วรู้สึกเย็น
  • ผิวหนังขรุขระไม่เรียบเนียน
  • ผิวหนังจะมีสีเป็นจ้ำ ๆ เมื่ออากาศเย็น
  • ไม่สามารถหนีบผิวหนังเข้าหากันได้
  • สีผิวหมองคล้ำ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ตากแดด

 

พฤติกรรมที่ทำให้เกิดไขมันส่วนเกิน

  • กินของหวานเป็นประจำ
  • กินอาหารทอด หรือมันเป็นประจำ
  • ดื่มเบียร์เป็นประจำ
  • นั่งโต๊ะทำงานนาน ๆ
  • ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
  • ชอบนั่งไขว้ห้าง
  • มักใส่ชุดชั้นในที่รัดเกินไป
  • สวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำ

 

 

ความอันตรายของไขมันส่วนเกิน

         การเกิดไขมันส่วนเกินขึ้นใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดผลเสียต่อระบบไหลเวียนน้ำเหลือง และส่งผลให้การขจัดของเสียในร่างกายนั่นบกพร่องไปด้วย อีกทั้งยังทำให้โครงสร้างเนื้อเยื่อภายใต้ผิวหนังเสื่อมสภาพและสูญเสียความยืดหยุ่นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดหลอดเลือดอุดตัน ทำให้ระดับการสะสมของเซลล์ไขมันและน้ำในเซลล์ไขมันเพิ่มขึ้น อันเป็นผลที่จะตามมาด้วยปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคเบาหวาน เป็นต้น

 

 

วิธีกำจัดไขมันส่วนเกิน

  1. การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

         คือการเสริมสร้างให้มัดกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงและมีปริมาณมากขึ้น โดยการหมั่นออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารที่มีโปรตีน เช่น ไข่ดาว เต้าหู้ หรือเนื้อปลา เพื่อให้กล้ามเนื้อในแต่ละส่วนของร่างกายแข็งแรงขึ้น

  1. การเดิน

         การเดินเป็นวิธีที่ง่ายมากที่สุด การเดินจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณต้นขา น่อง และก้นขยับ ซึ่งจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ดี เป็นวิธีที่นิยมในหมู่คนวัยทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลานัก การเดินที่เหมาะสมควรเดินให้ได้ไม่ต่ำกว่า 30 นาที ต่อวัน

  1. การเลือกรับประทานอาหาร

         หลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด มัน เค็ม แป้ง หรือควรคำนวนตามปริมาณที่เหมาะแก่การใช้พลังงานในแต่ละวัน เพื่อป้องกันการสะสมของไขมันส่วนเกิน ควรแบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ 4 – 5 มื้อต่อวัน ให้ทิ้งระยะแต่ละมื้อให้ห่างกัน 3 – 4 ชั่วโมง และดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่พเหมาะ คือ 8 – 10 แก้วต่อวัน

  1. นวดตัว หรือขัดผิวเบา ๆ

         การนวดเบา ๆ ด้วยครีม หรือขัดผิวเบา ๆ ในระหว่างอาบน้ำ นอกจากจะทำให้เซลล์ผิวเก่าถูกผลัดเปลี่ยนแล้ว ยังช่วยให้สามารถขจัดไขมันส่วนเกินใต้ผิวหนังได้อีกด้วย เพราะการนวด ขัด ถู จะทำให้เลือดบริเวณนั้นไหลเวียน กระตุ้นกล้ามเนื้อ ผิวบริเวณนั้นจะค่อย ๆ เรียบเนียนขึ้น

  1. การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์

         เป็นวิธีที่ใช้ระยะเวลาน้อย และได้ผลดี คือ การดูดไขมันส่วนเกิน การฉีดสลายไขมัน สำหรับบริการที่แนะนำคือ Ultrasound assisted (Vaser) เป็นการดูดไขมันด้วยคลื่นวิทยุ โดยจะสามารถสลายไขมันได้โดยไม่ทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อข้างเส้นเลือด และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอื่น ๆ หลังดูดไขมันบริเวณที่ทำจะไม่มีความบอบช้ำและคืนตัวกระชับ เรียบเนียนยิ่งขึ้น